การเมืองไทยฉบับ(มากกว่า)สามก๊ก แม้ไม่มี ทวนยาว 8 ศอก หนัก 80 ชั่งจีน พัดขนนกกระเรียน หรือ ดาบชิงกัง ในมือนักการเมือง แต่มือเปล่าและเรื่องราวการเมืองไทยก็เข้มข้นไม่แพ้กัน

ใครบางคนว่าไว้ “อ่านสามก๊ก สามจบ คบไม่ได้” แต่ ณ วันนี้ ยิ่งอ่านให้ทะลุปรุโปร่งยิ่งดี เพราะเรื่องราวในวรรณกรรมอายุกว่า 1,800 ปีเรื่องนี้ ยังร่วมสมัย และใช้สะท้อนสัจธรรมบางอย่างได้ตลอดเวลา

โดยเฉพาะสัจธรรมทางการเมืองไทย พ.ศ.2554 ที่ตัวละครต่างๆ ยังวนเวียนอยู่ในสภาผู้แทนอันทรงเกียรติ บ้างก็หลุดวงโคจรแต่ยังชักใยอยู่เบื้องหลัง

เจ้าของนามปากกา “เล่า ชวน หัว” สุขสันต์ วิเวกเมธากร, เมธา เจริญธนาวัฒน์ เว็บมาสเตอร์เว็บไซต์ไทยสามก๊กดอทคอม ตรีภูมิ ต้นวัชรปาล ผู้รอบรู้สามก๊ก และ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน คุยเรื่องนี้กันอย่างออกรสในวงเสวนา “สามก๊กกับการเมืองไทย” ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์การค้าริเวอร์ซิตี้ เมื่อปลายเดือนสิงหาคม

โดยคร่าวๆ สามก๊ก อธิบายถึงการแตกเป็นก๊กเป็นเหล่า เริ่มต้นจากสมัยนั้นมีขุนศึกมากมายที่อยากตั้งตัวเป็นใหญ่ โดยแต่ละฝ่ายก็อ้างว่าตนทำเพื่อฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น ที่กำลังเข้าสู่ความเสื่อมทรามเนื่องจากพระเจ้าเลนเต้ขาดทศพิศราชธรรม เชื่อฟังแต่คำป้อยอ 10 ขันที เหล่าขุนนางก็ขูดรีดราษฎรจนได้รับความเดือดร้อนไปทั่วจนเกิดกบฏโพกผ้าเหลือง ขึ้นในแผ่นดิน

“ประเทศไทยก็คงไม่ต่างจากสามก๊กก็คือมีขุนศึกมากมายที่อยากจะตั้งตัวเป็น ใหญ่เพื่ออยากจะฟื้นฟู ทุกคนในสมัยสามก๊กอ้างคำตอบเดียวกันหมด อ้างว่าฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น โจโฉ เล่าปี่ ซุนกวน อ้วนเสี้ยว อ้วนสุดก็พูด ผมทำเพื่อฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น ทั้งที่คนพวกนั้นมีทั้งพวกฉ้อฉล คนดี ๆ ก็มี คนบางคนทำดีโดนฆ่า โดนอำนาจมืดหายไปก็มี” เมธา เล่าถึงจุดเริ่มต้นของตำนานสงครามรวมแผ่นดิน